Thailand Yellow Caturra

ผมเคยมีความฝันเมื่อครั้งยังเริ่มเข้าสู่เส้นทางสายกาแฟใหม่ ๆ  ผมตื่นเต้นเสมอ ๆ เมื่อได้ทดสอบรสชาติของกาแฟที่ข้ามขอบฟ้ามาจากต่างประเทศ กาแฟดี ๆ หลาย ๆ ตัวที่ผมชื่นชอบล้วนเดินทางมาจากทวีปอาฟริกา หรือไม่ก็ แถบ อเมริกากลางแทบทั้งสิ้น  ทั้งหมดนั้นไม่มีกาแฟไทยอยู่ในสารบบความชอบผมเลย  นั่นเป็นเพราะว่า ช่วงนั้นกาแฟไทยที่ผมได้รับล้วนจะผ่านการ Process   มาไม่ค่อยสะอาด และยังคงรสชาติฝาด เปรี้ยว ดังลูกมะขามป้อม  ในสมัยนั้นผมเองรู้เพียงแต่ว่ากาแฟไทยมีแค่พันธุ์อราบิก้าเท่านั้น  เมื่อเริ่มศึกษาเรื่องกาแฟมากขึ้นหน่อย ก็พบว่ารสชาติกาแฟแต่ละแหล่งนั้นมีผลโดยตรงต่อเรื่องรสชาติเป็นนัยยะสำคัญ ซึ่งกาแฟไทยส่วนใหญ่นั้นมาจากสายพันธุ์ Cartimor เป็นหลัก Cartimor นั้นเป็นสายพันธุ์ที่ถูกพัฒนามาเพื่อให้สามารถปลูกได้ในประเทศไทยและให้ผลผลิตสูง จึงมีการนำกาแฟสายพันธุ์โรบัสต้ามา ผสมเข้าไปด้วย และแน่นอน รสชาติที่ได้ย่อยมีความฝาด กระด้างของโรบัสต้าติดมาแน่นอน

ในความจริงแล้วกาแฟดั้งเดิมของเมืองไทยเรานั้นริเริ่มปลูกกันด้วย อราบิก้าสายพันธุ์ Typica อันเป็นสายพันธุ์กาแฟดั้งเดิมอยู่แล้ว ทิปปิก้านี้ขึ้นชื่อในเรื่องความหอมละมุน รสสัมผัสที่นุ่มนวล แต่เมื่อมาปลูกในประเทศที่มีความชื้นสูงอย่างบ้านเรา ต้นกาแฟส่วนใหญ่อาจจะแพ้ต่อโรคกาแฟจนทำให้ยืนต้นตายไปมากมาย  ในระยะเริ่มต้น นักวิชาการด้านกาแฟ ทั้งเดินทางไปศึกษาจากต่างประเทศ รวมถึง เชิญผู้เชี่ยวชาญจากต่างประเทศเข้ามาให้ความรู้ก็หลายครั้ง  ช่วงนั้นประเทศไทยเราจึงได้รับสายพันธุ์กาแฟอราบิก้ามาทดลองปลูกอยู่หลายชนิด  มีอยู่สายพันธุ์หนึ่งที่มีความแตกต่างในเรื่องสีของผลเชอร์รี่  ซึ่งโดยทั่ว ๆ ไปกาแฟเชอร์รี่จะมีสีแดงสด แต่ กาแฟสายพันธุ์ที่ว่าจะมีเชอร์รี่เป็นผลสีเหลือง  ซึ่งกาแฟที่มีเชอร์รี่เป็นผลสีเหลืองนี้มีหลัก ๆ อยู่สองสายพันธุ์ย่อยของอราบิก้า นั่นก็คือ Yellow Bourbon และ Yellow Caturra  ข้อแตกต่างของกาแฟผลเหลืองแบบนี้คือ มีรสชาติหวาน นุ่ม และ Acidity ต่ำกว่ากาแฟแบบทั่ว ๆ ไป

ผมเองเคยได้ชิมมาทั้ง Brazil Yellow Bourbon และ Colombia Yellow Caturra ก็หลายครั้ง  ก็พบว่าความหวานของกาแฟแบบที่ว่านี้นุ่มนวลดื่มง่ายมาก  ในระยะหลังชาวสวนกาแฟไทยได้ปรับปรุงการแปรรูปให้ดี และ สะอาดขึ้นมาก ทำให้กาแฟไทยระยะหลัง ๆ น่าสนใจ และ ตั้งใจพัฒนา แปรรูปกันมากมาย  ผมเองนั้นรู้สึกดีใจแทนชาวสวนกาแฟมากขึ้นเมื่อพบว่า กาแฟไทยเรานี้เริ่มเป็นที่รู้จักมากขึ้นของชาวโลก กาแฟไทยหลาย ๆ โรงคั่ว หลาย ๆ โรงสีกาแฟสาร เริ่มได้อันดับคะแนนที่ดีมากขึ้นในระดับกาแฟชนิดพิเศษ  จากเดิมเมื่อพูดถึงกาแฟไทย ชาวกาแฟต่างชาติจะนึกถึงแต่ กาแฟโรบัสต้า ปัจจุบันกาแฟอราบิก้าไทย เป็นที่ต้องการมากขึ้น  และ กาแฟไทยก็เหมือนจะถูกปั่นให้ราคากระโดดขึ้นสูงกว่าราคากลางของราคาซื้อขายกาแฟโลกไปมากพอสมควร ทั้ง ๆ ที่คุณาภาพการผลิตของเรายังพัฒนาไปได้แค่ระดับหนึ่ง  ในปี ๆ หนึ่งผมจำเป็นต้องซื้อกาแฟไทยมาใช้เป็นจำนวนหลายสิบตัน เพราะกำแพงภาษีการนำเข้ากาแฟนอกนั้นสูงถึง 90%   เมื่อช่องว่างขนาดนี้ราคากาแฟไทยจึงปั่นขายกันอย่างไม่คำนึงถึงคุณภาพ  ระยะหลังกาแฟไทยจากบางสวนกาแฟคุณภาพเริ่มแย่ลง ๆ  ความชื้นที่จริง ๆ ไม่ควรเกิน 12% เริ่มเอาไม่อยู่ เมื่อเราไม่ซื้อเค้าก็ไม่ง้อ  ผมเองปีนี้จึงเริ่มเดินทางหากาแฟดี ๆ แหล่งใหม่ ๆ จากสวนของคนที่ทำกาแฟด้วยคุณภาพที่ยังอาจหลงเหลืออยู่บ้างเพียงน้อยนิด

และวันหนึ่งผมก็ได้พบกับสวนกาแฟแห่งหนึ่งที่ปลูกแต่กาแฟ ที่มีผลเชอร์รี่ สีเหลืองทั้งสวน เจ้าของสวนยินดีที่จะเก็บกาแฟแยกกันจากต้นที่มีผลสีแดง สืบไปสืบมาทราบว่าสวนนี้เป็นต้นพันธุ์ดั้งเดิมซึ่งน่าจะเป็นพันธุ์ Yellow Caturra  น่าเสียดายที่ผมมาบอกช้าไปหน่อย ทำให้กาแฟจำนวนหนึ่งถูกขายปนไปก่อนหน้านี้  ส่วนที่เหลือนั้นมีเพียงแค่ไม่กี่ร้อยกิโล ผมเลยต้องรับซื้อไว้หมดพร้อมกับต้องให้ราคาพิเศษมากขึ้นกว่าเดิม  แน่นอนเมื่อได้กาแฟมาผมไม่รีรอที่จะค้ั่วและชิมทันที  กาแฟไทยจากดอยปางขอน จากผลเชอร์รี่สีเหลือง ให้ความน่าสนใจไม่น้อยเมื่อเริ่มบดออกมา  กลิ่นโทนผลไม้โชยมาอ่อน ๆ รวมถึงกลิ่นของผงโกโก้ บาง ๆ   ผมชิมกาแฟตัวนี้ด้วยความไม่คาดหวังนัก แต่ผลลัพธ์กลับน่าสนใจมาก กาแฟตัวนี้หวานนุ่มมาก มี Acidity ต่ำ  มี Nutty แบบ Almond และ ซ่อนไว้ด้วย Flowery เล็กน้อย เมื่อเย็นหน่อย พบกลิ่นดอก Camomile บาง ๆ  ซึ่งอาจจะมีติดรสฝาดมาเล็กน้อย แต่ไม่ชัดมาก   หลังจากชิมกาแฟตัวนี้แล้ว ผมเริ่มมีความหวังว่ากาแฟไทยนี้ก็ไม่เลวนัก หากเราใส่ใจ และ ตั้งใจพัฒนาจริง ๆ  ก็เหมือนเรามีขุมทองอยู่ใต้พื้นบ้านนั่นเองครับ

El Salvador Santa Barbara Typica

ผมเขียนจม. ฉบับด้านล่าง และ ส่งไปให้เพื่อน ๆ ผู้รับกาแฟรายเดือน ( ซึ่งปัจจุบันอาจจะเป็นหลาย ๆ เดือนครั้ง )  เพราะว่าอยากรู้ว่าเพื่อน ๆ ชิมกาแฟแล้วออกมาเป็นอย่างไรบ้างเลยเอาบทความมาไว้ที่นี่้ด้วย เพื่อจะได้รับข้อมูลรสชาติของเพื่อน ๆที่ได้ชิมกาแฟตัวนี้กันด้วยนะครับ

ก่อนอื่นต้องขอแสดงความเสียใจกับ ผู้ที่ได้รับผลกระทบจากอุทกภัยที่เกิดขึ้นในครั้งนี้ด้วยครับ  ผมเองถือว่ายังไม่เกิดผลกระทบเต็ม ๆ แต่ก็คิดว่าคงจะไม่รอด ในส่วนที่บริษัทฯ ก็จำเป็นต้องยกทุกอย่างขึ้นหนีน้ำไปชั้นสอง ส่วนที่โรงคั่วกาแฟ คงจะเป็นปลายน้ำและช่วงนี้ทำได้ก็คือการยกกระสอบกาแฟขึ้นชั้นวางของเพื่อหนีน้ำกันจ้าละหวั่น  ช่วงนี้เลยเป็นช่วงเวลาที่บรรยากาศการดื่มกาแฟคงไม่รื่นรมณ์นัก

 

ในครั้งนี้ผมได้รับกาแฟตัวหนึ่งจาก El Salvador มาถือเป็นกาแฟที่น่าสนใจมาก ยิ่งเมื่อแชมป์บาริสต้าปีล่าสุด 2011 เป็นแชมป์โลกจากประเทศผู้ปลูกกาแฟด้วยแล้วยิ่งน่าสนใจ Alejandro Mendez เป็นบาริสต้าชาว El Savador ฝึกฝนการชงกาแฟจากร้านของตัวเอง จนกระทั่งเมื่อเข้ารอบได้ชิงแชมป์ ก็ยังใช้กาแฟจากประเทศกำเนิดตัวเองมาเป็นกาแฟแข่งขัน จนได้รับรางวัลชนะเลิศ World Barista Championship 2011 ที่ผ่านมานั่นเอง ผมเองมีโอกาศได้ชิมกาแฟตัวที่เค้าใช้ในการแข่งขันแล้วบอกได้ว่า กาแฟตัวนั้น หวาน สดชื่น และ คั่วอ่อนอย่างที่น้อยคนในเมืองไทยจะรับได้เลยทีเดียว  ในครั้งนี้ผมเองตอนชิมทดสอบกาแฟ จาก  El Salvador Santa Barbara Typica นี้ ก็ตื่นเต้นเพราะเป็นกาแฟที่ราคาไม่สูงนักแต่ได้รสชาติที่น่าสนใจครบถ้วนเป็นอย่างยิ่ง เป็นกาแฟสายพันธุ์ Typica ที่รูปทรงอาจจะไม่คุ้นตา แต่เชื่อมั่นได้ว่ารสชาติ น่าสนใจเป็นอย่างยิ่งครับ ในวันที่คั่วผมนั่งพิจารณาอยู่นานว่าจะคั่วระดับใดให้ไปลองชิมกันดู ?  แต่ในที่สุดก็ตัดสินใจว่าจะคั่วในระดับ Epsresso เพื่อให้หลาย ๆ คนที่ชอบนำกาแฟตัวนี้ไปชงแบบ Espresso ชิมดู กาแฟตัวนี้ผมใช้เทคนิคการคั่วแบบเร่งไฟตอนกลาง เพื่อจะพยายามจบการคั่วให้เร็วที่สุด ทำให้กาแฟตัวนี้ผมจบการคั่วที่เวลาแค่ 15 นาที ก่อนที่กาแฟ จะแตก (Second Crack) แต่ด้วย Air Flow ที่สูงทำให้กาแฟได้รับความร้อนย่างสมบูรณ์ สีผิวกาแฟจึงดูเข้มกว่าที่คิด ผมเองไม่มีโอกาศได้ชิมกาแฟตัวนี้เท่าไหร่นัก แต่อยากได้เพื่อน ๆ ได้ลองชิมกันดู แล้วเรามาเฉลยกันใน Blog ของผมดีมั๊ยครับ  ใครที่ได้รับกาแฟตัวนี้แล้ว ช่วยไปออกความเห็นกันหน่อยที่  Blog.espressofriend.com กันด้วยนะครับ

ขอให้ทุกคนผ่านพ้นเรื่องน้ำท่วม และ กลับมาตั้งต้นกันใหม่ได้เร็ว ๆ วันครับ .

R.I.P My iDol

วันนี้ผมตื่นมาพร้อมกับข่าวที่ทำให้ผมหายง่วง  ข่าวของการจากไปของบุคคล ที่เป็นเสมือนแรงบันดาลใจของผม  หลาย ๆ ครั้งมีคนถามผมว่าช่วงเวลาสั้น ๆ กับทุนที่มีจำกัด ทำไมผมถึงทำได้ขนาดนี้   ซึ่งจริง ๆ แล้วตอนนี้ผมก็ยังว่าธุรกิจผมนั้นมันเล็กมาก ถึงมากที่สุด  แต่ผมไม่ลังเลที่จะตอบคำถามว่า ที่เป็นแบบนี้ได้ผมต้องขอบคุณ เพื่อนร่วมงานทุก ๆ คน และผมนั้นเคารพต่อการทำงานกับทุก ๆ คน  ทำให้เราอยู่กันได้เหมือนเพื่อน และ ผมพยายามทำให้การทำงานในทุก ๆ วันเป็นเรื่องใหม่ และเป็นเรื่องสนุก มีอะไรใหม่ ๆ อยู่เสมอ ๆ

และอาจจะมีอีกหลาย ๆ คนที่มีพระคุณ และ ความเกี่ยวข้องอยู่บ้าง  แต่บุคคลผู้หนึ่งซึ่งถือเป็น แรงบันดาลใจของผมในเรื่อง Idea หรือ  ความคิดสร้างสรร เค้าเป็นผู้ก่อตั้งบริษัท ขายจินตนาการ ผ่านระบบ IT  ซึ่งก็คือ Apple Inc. นั่นเอง    วันนี้เค้าได้จากไปอย่างไม่มีวันกลับ ผมขอหยิบยก คำกล่าวของเค้าในงานสำเร็จการศึกษาของมหาลัยแห่งหนึ่งมาให้อ่านครับ เป็น คำกล่าวที่มีทั้งพลัง จินตนาการ และ ความคิดสร้างสรร   และผมจะพยายามใช้จินตนาการ ความคิดสร้างสรร อันน้อยนิดเพียงเศษเสี้ยวของคุณ มาผลักดันผ่านเมล็ดกาแฟ ดั่งเช่นที่คุณเคยเป็นส่วนหนึ่งให้คนทั้งโลกต้องเปลี่ยนแปลงดั่งเช่นทุกวันนี้ .

บทสรุปการบรรยายของ สตีฟ จ๊อบส์ ในพิธีรับปริญญาที่มหาวิทยาลัย Standford

———————————————
ผม รู้สึกเป็นเกียรติอย่างสูงที่ได้รับเชิญมากล่าวบรรยายใน พิธีรับปริญญาของมหาวิทยาลัยที่ถือว่าดีที่สุดแห่งหนึ่ง ทั้งที่ความเป็นจริงผมนั้นไม่เคยได้รับปริญญาเลย และวันนี้ถือว่าเป็นวันที่ผมเข้าใกล้พิธีรับปริญญามากที่สุดในชีวิต

ในวันนี้ผมอยากจะเล่าเรื่องราวในชีวิตของผมเพียงแค่ 3 เรื่องครับ มันไม่ใช่เรื่องใหญ่โตอะไรหรอก มันก็แค่เรื่อง 3 เรื่องเท่านั้นเอง

เรื่องแรกเกี่ยวกับ การเชื่อมต่อของจุด

ผม ดรอปเรียนจากมหาวิทยาลัยรีด (Reed College) 6 เดือนแล้วกลับไปเรียนต่ออีก 18 เดือนก่อนที่ผมจะลาออกอย่างจริงจัง ทำไมผมต้องทำเช่นนั้น เนื่องจากว่าผมไปเข้ามหาวิทยาลัยที่มีค่าใช้จ่ายแพงมากๆ เงินเก็บทั้งหมดของพ่อแม่ผมต้องหมดไปกับค่าเรียนพิเศษของผม และผมก็ไม่รู้ด้วยซ้ำว่าอยากจะทำอะไรต่อไปกับชีวิต การเรียนมหาวิทยาลัยมันจะทำให้ผมค้นพบได้อย่างไรว่าผมต้องการอะไร ดังนั้นผมจึงตัดสินใจลาออก นับว่าเป็นเหตุการณ์ที่น่ากลัวเลยทีเดียวที่ต้องลาออกจากมหาวิทยาลัย แต่ตอนนี้ผมคิดว่า นั่นคือการตัดสินใจที่ดีที่สุดในชีวิตของผมเลยทีเดียว จากการที่ผมลาออกนี้ จึงทำให้ผมสามารถไปเรียนในสิ่งที่ผมอยากเรียนได้ แต่ก็ใช่ว่าชีวิตจะโรยด้วยกลีบกุหลาบ เพราะผมไม่มีที่พัก ผมต้องไปขอนอนพื้นห้องของเพื่อนๆ เก็บกระป๋องไปขายเพื่อหาเงิน และทุกๆคืนวันอาทิตย์ผมต้องเดินทาง 7 ไมล์ไปยังโบสถ์เพื่อให้ได้กินอาหารดีๆสักมื้อ แต่ประสบการณ์เหล่านี้กับให้ผมได้อะไรมากมายอย่างหาที่เปรียบมิได้ และผมได้ไปลงเรียนวิชา ประดิษฐ์ตัวอักษร กับมหาวิทยาลัยรีด (Reed College) ถือว่าที่นี่สอนวิชานี้ดีที่สุดในประเทศเลยก็ว่าได้ ผมเรียนรู้การออกแบบตัวอักษร การเว้นระยะห่าง รวมถึงศิลปะในการประดิษฐ์ตัวอักษรหลายๆอย่าง ซึ่งสิ่งเหล่านี้มันมีเสน่ห์เย้ายวนชวนให้ผมหลงใหลเป็นอย่างมาก ทั้งหมดที่ผมทำไปนั้นไม่เคยหวังที่จะนำมาใช้ประโยชน์ใดๆกับชีวิตของผมเลย แต่หลังจากนั้นอีก 10 ปี ผมได้ออกแบบ คอมพิวเตอร์แมคอินทอชเครื่องแรก (Macintosh) ทุกอย่างที่ผมได้เรียนรู้มา มันกลับเข้ามารวมกันในหัวผมอีกครั้ง และผมก็ได้ออกแบบให้มันอยู่ในเครื่อง MAC อีกด้วย มันเป็นคอมพิวเตอร์เครื่องแรกที่มีอักษรสวยๆให้ใช้ ถ้าผมไม่ลงเรียนวิชาประดิษฐ์ตัวอักษร ทุกคนก็คงจะไม่มีตัวอักษรสวยๆมาใช้กันเหมือนในทุกวันนี้ ถ้าผมไม่ดรอปเรียน ผมก็คงไม่ได้ไปลงเรียนประดิษฐ์ตัวอักษร และเครื่องคอมพิวเตอร์ของคุณจะไม่มีอักษรสวยๆให้ใช้กันแน่นอน มันเป็นไปไม่ได้ที่คุณจะสามารถเชื่อมต่อจุดต่างๆโดยมองไปข้างหน้า (หมายถึง อนาคต) แต่คุณสามารถเชื่อมต่อจุดเหล่านี้ได้อย่างแม่นยำและชัดเจน หากคุณได้มองย้อนกลับไปข้างหลัง ดังนั้น ไม่ว่าจะเป็นเช่นไร คุณจะต้องมีความมั่นใจและเชื่อมั่นว่า จุดในปัจจุบันนี้ของคุณมันจะต้องไปเชื่อมต่อกับจุดในอนาคตของคุณอย่างแน่นอน สติปัญญา, โชคชะตา, ชีวิต , กรรม หรือจะอะไรก็ตามแต่ สิ่งเหล่านี้ไม่เคยทำให้ผมต้องสิ้นหวัง และมันทำให้ชีวิตของผมนั้นแตกต่างออกไปอย่างสิ้นเชิง

เรื่องที่สองของผม เกี่ยวกับ ความรักและการสูญเสีย

ผม ถือว่าโชคดีที่ได้พบกับสิ่งที่ผมรักในช่วงต้นชีวิต โดยผมกับเพื่อนชื่อ วอซ (Woz) ได้ตั้งบริษัท แอปเปิ้ล (Apple) ในโรงรถของบ้านผม ใครจะรู้ว่าหลังจากนั้นอีก 10 ปีบริษัทของผมมีพนักงานมากกว่า 4,000 คน และเป็นบริษัทพันล้าน ตอนที่ผมอายุ 30 ปี เราได้ประดิษฐ์ผลงานที่ดีที่สุดของเราคือ คอมพิวเตอร์แมคอินทอช (Macintosh) และช่วงนั้นผมก็ถูกไล่ออก บางคนสงสัยว่าบริษัทของผมเอง ทำไมผมถึงต้องออก เนื่องจากเมื่อบริษัทใหญ่ขึ้นผมก็ต้องจ้างผู้คนมาช่วยผมบริหารงานมากขึ้น และเมื่อเกิดเหตุการณ์ที่ต้องแตกแยกกัน โดยที่คณะกรรมการเห็นไปทางเดียวกัน ดังนั้นผมก็จึงต้องออก หลังจากผมออกแล้ว ผมก็ไม่รู้เลยว่าต้องทำอะไรต่อ ผมทำให้ทุกคนต้องผิดหวัง ผมต้องไปขอโทษทุกๆคนที่ทำให้เรื่องราวมันจบลงไม่ค่อยสวย ผมถึงกับคิดจะหันหลังให้กับธุรกิจประเภทนี้ไปเลย แล้วผมก็รู้สึกได้ว่า ผมยังรักงานในบริษัท Apple อยู่ ถึงผมจะโดนปฏิเสธแต่ผมก็รักมัน ผมจึงตัดสินใจว่าผมจะเริ่มกับมันใหม่อีกครั้ง และแล้วอีก 5 ปีหลังจากนั้น ผมได้ตั้งบริษัท NeXT และบริษัท Pixar ขึ้นมา และช่วงนั้นผมก็ได้พบกับภรรยาที่แสนสวยของผม สำหรับบริษัท Pixar นี้ได้สร้างผลงานภาพยนตร์ Animation เรื่องแรกของโลก นั่นคือ Toy Story และปัจจุบัน Pixar กลายเป็น Studio เกี่ยวกับ Animation ที่ประสบความสำเร็จที่สุดอีกแห่งของโลก หลังจากนั้น Apple ก็มาซื้อ NeXT แล้วผมก็ได้กลับเข้าสู่ Apple อีกครั้ง สิ่งเหล่านี้จะไม่เกิดขึ้นเลย ถ้าผมไม่โดนไล่ออกจาก Apple มันเปรียบเสมือน ยาที่มีรสขม ถึงแม้รสชาติมันจะขมมากเพียงใด แต่คนไข้ก็ยังต้องการมัน ผมรู้แค่ว่า สิ่งเดียวที่ทำให้ชีวิตผมยังเดินหน้าต่อไปได้ คือการทำในสิ่งที่ผมรัก งานเป็นสิ่งที่ครอบครองพื้นที่ส่วนใหญ่ในชีวิตคุณ ดังนั้นวิธีที่จะทำให้คุณพอใจได้อย่างแท้จริงคือ จะต้องเชื่อว่างานที่คุณทำนั้นวิเศษ และการที่จะได้ทำงานที่วิเศษนั้น คุณจะต้องรักในสิ่งที่คุณทำ หากคุณยังหาสิ่งที่คุณรักไปพบ จงหาต่อไปอย่าท้อถอย แล้วคุณจะรู้เองเมื่อคุณได้พบมัน แล้วจะเกิดความสัมพันธ์ที่ยอดเยี่ยม มันจะยิ่งทำให้เรารู้สึกดีมากขึ้นเรื่อยๆ ดังนั้นจงตามหามันต่อไป อย่าได้ท้อถอย

เรื่องที่สาม เกี่ยวกับ ความตาย

เมื่อผมอายุ 17 ปีผมได้อ่านประโยคที่ว่า “ถ้าคุณใช้ชีวิตในแต่ละวัน ให้เหมือนเป็นวันสุดท้ายของชีวิต แล้วจงมั่นใจได้เลยว่า สักวันหนึ่งมันจะกลายเป็นจริงอย่างที่คุณคิด” ตั้งแต่นั้นมาเป็นเวลา 33 ปี ผมก็จะถามตัวเองที่หน้ากระจกทุกเช้าว่า “ถ้าวันนี้เป็นวันสุดท้ายของชีวิต ผมต้องการจะทำในสิ่งที่จะไปทำวันนี้หรือเปล่า” หากผมตอบว่า “ไม่” ผมก็รู้ได้เลยว่า คงต้องเปลี่ยนแปลงอะไรบางอย่างซะแล้ว การที่คิดว่า “ไม่ว่าจะยังไง คุณต้องตาย” เป็นวิธีที่ดีที่สุดเท่าที่ผมรู้จัก เพื่อใช้หลีกเลี่ยงการติดกับความคิดบางอย่าง คุณเกิดมาตัวเปล่า ไม่มีเหตุผลใดเลยที่คุณจะไม่ทำตามหัวใจของตัวเอง
เมื่อประมาณ 1 ปีที่แล้วผมเพิ่งพบว่าผมเป็นมะเร็งหมอบอกว่าไม่มีทางรักษาได้ นั่นคือให้คุณทำใจรับความตายได้เลย และไปสั่งเสียกับครอบครัวได้แล้ว ช่วงนั้นเป็นเหตุการณ์ที่ผมเข้าไปใกล้ชิดกับความตายมากที่สุด แต่ว่า ไม่มีใครที่ไม่ต้องตาย ทุกคนจะต้องตาย ขอโทษที่เล่าเหมือนเป็นละคร แต่นี่มันคือเรื่องจริงที่ต้องรับให้ได้ ดังนั้นช่วงชีวิตที่คุณมีอยู่ ไม่ควรไปเสียเวลาเติมเต็มให้กับผู้อื่นมากนัก อย่าไปติดกับกฎเกณฑ์ที่ไม่มีข้อพิสูจน์ อย่าไปขึ้นกับผลความคิดของผู้อื่น อย่าให้ความคิดเหล่านั้นมากลบเสียงของคุณเอง ที่สำคัญที่สุด จงกล้าที่จะทำตามหัวใจและสัญชาติญาณของคุณ ไม่ว่าจะเหตุผลใดก็ตาม เพราะมันรู้ถึงสิ่งที่คุณต้องการอย่างแท้จริง เรื่องอื่นๆถือว่าเป็นเหตุผลที่รองลงมา ตอนเด็กผมชอบหนังสือเล่มหนึ่งชื่อว่า The Whole Earth Catalog ในนั้นมีประโยคหนึ่งที่เขียนเอาไว้ว่า “Stay Hungry, Stay Foolish” (ถ้าให้แปลตรงๆก็ อยู่อย่างหิวกระหาย อยู่อย่างโง่เขลา แต่ความหมายที่แท้จริงคือ ให้เรามีความฝันและมีจินตนาการ) ดังนั้นวันนี้ที่พวกคุณเพิ่งจบการศึกษาแล้วจะต้องออกไปเริ่มต้นชีวิตใหม่ ผมจะภาวนาสิ่งนี้ให้คุณ

Steve Jobs

R.I.P …